วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ผ้าไหมสุรินทร์

ไหมสุรินทร์ภูมิปัญญาไทยมรดกโลก
Surin Silk Thailand Wisdom
World Heritage Site.
ผศ.ดร.ธงชัย  พาบุ
Assitt.pro. Dr. Thongchai Phabu

บทคัดย่อ
         จังหวัดสุรินทร์เป็นแหล่งผลิตผ้าไหมมีชื่อเสียงโด่งดังไปโลก เนื่องจากสุรินทร์เป็นแหล่งอารยะธรรมผสมของชนเผ่าต่างๆอย่างกลมกลืนของกลุ่มชนที่อาศัยในเขตจังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย เขมร ลาว และ กูยหรือกวย  มีวัฒนธรรมการแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ นิยมสวมใส่ผ้าไหมที่งดงามทั้งลวดลายและสีสันมีเอกลักษณ์  ผ้าไหมอยู่ในวิถีชีวิตของชาวสุรินทร์มายาวนาน แทบทุกครัวเรือนจะทอผ้าไหมไว้ใช้เองหรือมอบเป็นมรดกให้แก่ลูกหลาน ใช้เป็นของสมมา1/ ญาติผู้ใหญ่ ถ้าเหลือใช้จึงจะนำไปจำหน่ายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครัวเรือน ผ้าที่นิยมทอมีหลาย ชนิด ได้แก่ ผ้าลายทางและลายตาราง ผ้ามัดหมี่หรือจองซิน ลายผสม ลายหมี่โฮล ลายอัมปรมหรือจองกรา ลายโคม ลายลูกแก้ว และลายขอ เป็นต้น   การ ทอผ้าไหมในจังหวัดสุรินทร์เพื่อการค้าเกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของชาวบ้านใน รูปของกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาชีพทอผ้าไหม ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านการบริหารจัดการ การผลิต และการตลาด ทำให้สมาชิกกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น มีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าให้คงอยู่และ พัฒนาคุณภาพให้เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ผ้าไหมของชาวสุรินทร์มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากผ้าไหมของชาวอีสานทั่วไป คือ มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ ได้รับอิทธิพลจากกัมพูชา นิยมใช้ไหมน้อยซึ่งเป็นเส้นไหมที่นุ่มเป็นเงางาม ละเอียดอ่อนและประณีตในการทอทำให้เนื้อแน่นงดงาม อีกทั้งยังนิยมใช้สีธรรมชาติซึ่งเป็นสีไม่ฉูดฉาด มีสีสันที่มีลักษณะเฉพาะออกโทนสีขรึม  เช่น  น้ำตาล  แดง  เขียว  ดำ  เหลือง   และยังมีกลิ่นหอมจากเปลือกไม้อีกด้วย  ด้วยเหตุที่ไหมสุรินทร์มีความงดงามโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว      จึงได้รับเกียรติให้ทอขึ้นเป็นพิเศษเพื่อตัดเย็บให้ผู้นำเอเป็ก ในโอกาสที่ผู้นำต่างๆทั่วโลกมาเยือนประเทศไทยได้สวมใส่ สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดสุรินทร์อย่างยิ่ง  ชาวสุรินทร์โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพทอผ้าไหมในชุมชนได้ตื่นตัวพัฒนาการผลิตผ้าไหมให้มีคุณภาพ สร้างงาน สร้างรายได้ และมีความสุขกับการได้อยู่บ้านพร้อมหน้าในครอบครัวไม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น ที่สำคัญมีความภาคภูมิใจในมรดกอันล้ำค่าที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ นำมาพัฒนาปรับปรุงให้มีคุณภาพเพื่อสร้างคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ให้สมกับชื่อเสียงที่ได้รับการยกย่องว่า “ผ้าไหมสุรินทร์ภูมิปัญญาไทยมรดกโลก”           
คำสำคัญ  ไหมสุรินทร์  ผ้าไหม  การทอผ้าไหม
  ----------------------------
            1/สมมา  เป็นภาษาพื้นถิ่นอีสาน  หมายถึง การให้ของไหว้แก่ญาติผู้ใหญ่ในพิธีแต่งงาน

Abstract
          Surin is famous for production of silk is far from world class. Surin is a mixture of civilized coexistence of various ethnic groups living in Surin province. It consists of Cambodia, Laos, and Guay has a unique culture. Especially important in a dress. Surin to wear a beautiful silk with unique colors and patterns all. Silk is the way of life along time  and almost every household would Surin silk for their own use or give as an inheritance to their children. To use of a relatives If the surplus is to be distributed to the household expenses. There are many types of fabric, woven fabric, and the pattern table. There are many types of fabric, Woven fabric, and the Pattern Square, Mudmee or Jongcin, Mixed stripe pattern, Meehold. Umprom or Jongka, in the shade or pattern for graphite crystal lamps and stripes for the stripes. Silk weaving in Surin province to trade arising from the integration of the house into the housewives groups, silk weaving occupation. To be encouraged and supported by government, and management, production, and marketing. The group's revenue. We are proud to be part of the cultural heritage is invaluable to the development and popularization of the consumer. Silk of Surin characteristically different from the general fabric of the game is to have a unique pattern. Influenced by Cambodia. Which is used like a little silk, soft and shiny. Delicate and intricately woven to make beautiful texture. It is also used as a natural color flashy. There are  unique color tone to the serious, such as brown, black, yellow, red, green, and the smell of wood as well. Because this is a beautiful Surin distinctive character. It has been honored with a special material to give the garment APEC. On the occasion of his visit to Thailand to leaders around the world to wear. Surin silk niche career communities active in the development, production-quality silk to create money and to enjoy being in front of the house and do not need to expatriate families. The pride in the precious heritage that has been passed down from their ancestors. To improve quality to create value to the product. To the reputation of the silk was highly regarded “Surin Thailand Wisdom World Heritage Site.
Keyword : Surin Silk, Silks, Silk Weaving

บทนำ
         จังหวัดสุรินทร์มีชื่อเสียงด้านการทอผ้าไหมทั้งในด้านความงามของเส้นไหม และลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  ประเทศไทยมีการทอผ้าหลากหลายชนิด ทั้งการทอผ้าพื้น ผ้าลายตรง ผ้าลายตาราง ผ้ายกดอก ผ้าจก ผ้ามัดหมี่ จากการสำรวจลวดลายผ้าไหมในประเทศไทยพบว่ามีทั้งหมด 800 ลวดลาย ในจำนวนนี้ 500 ลวดลายพบว่ามีการทอในจังหวัดสุรินทร์ (สุมาลย์ โทมัส, 2537) ในชุมชนของจังหวัดสุรินทร์มีการทอผ้าไหมแทบทุกครัวเรือนส่วนใหญ่จะทอผ้าไว้ใช้เอง สำหรับการทอผ้าไหมเพื่อการค้าสมาชิกในชุมชนจะรวมกลุ่มกันทอผ้าไหมเพื่อจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง (สุพรทิพย์  สันติวรวัฒน์, 2544) ก่อให้เกิดเป็นธุรกิจชุมชนขึ้น สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกในชุมชน (บงกช หงส์คำมี, 2537) เป็นการกระจายรายได้ให้กับชุมชนซึ่งเป็นทางออกของการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจของชุมชน สอดคล้องกับแนวความคิดใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเน้นการให้ความสำคัญกับชุมชน ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่รัฐบาลใช้เป็นกลยุทธ์ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม คือ  ธุรกิจชุมชน (อารีย์  เชื้อเมืองพาน, 2545) การดำเนินงานของกลุ่มทอผ้าไหมในจังหวัดสุรินทร์โดยรวมแล้วมีความสำเร็จอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากในแต่ละหมู่บ้านหรือในแต่ละชุมชนมีการรวมกลุ่มกันขึ้นเพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน มีการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การดำเนินงานของแต่ละกลุ่มมีการแข่งขันกันเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับชื่อเสียง มีการประกวดผลิตภัณฑ์กันในงานต่างๆ ทำให้มีการพัฒนาการดำเนินงานอยู่เสมอ แต่ยังมีบางกลุ่มที่ยังขาดการสนับสนุน หากได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึงจะช่วยให้กลุ่มทอผ้าไหมในจังหวัดสุรินทร์ ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาในด้านต่างๆให้เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงเพิ่มมากขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมการสืบสานมรดกอันล้ำค่าของชาวสุรินทร์ให้คงอยู่สืบไป (สุภาพรรณ  พาบุ, ธงชัย  พาบุ และรุ่งทิพย์  เกษตรสิงห์, 2556)          
         ชาวสุรินทร์มีความแตกต่างจากชาวอีสานทั่วไป คือ ชาวอีสานพูดลาว (ภาษาถิ่น)  กินข้าวเหนียว แต่ชาวสุรินทร์พูดเขมรกินข้าวเจ้า  นักประวัติศาสตร์ และนักโบราณคดีสันนิษฐานว่า พื้นที่ภาคอีสานเคยเป็นที่อยู่ของพวกละว้า และลาว มีแว่นแคว้นปกครองเรียกว่า อาณาจักรฟูนัน  ต่อมาขอมได้เข้ามามีอำนาจแทน และตั้งอาณาจักรเจนละ หรืออิศานปุระ ภายหลังแตกแยกเป็นสองแคว้น ทางแผ่นดินสูงตอนเหนือ ได้แก่ ภาคอีสานและฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ลาว)  เรียกว่า แคว้นพนม หรือเจนละบก  แผ่นดินต่ำตอนใต้จดชายทะเล (เขมร)  เรียกว่า เจนละน้ำ ชาวเจนละบกเป็นขอมและเผ่านิกริโต ส่วนชาวเจนละน้ำเป็นชนเผ่าใหม่ ที่เกิดจากการผสมระหว่างชาวพื้นเมืองเดิม กับเผ่านิกริโต และเผ่าเมลาเนเซียน ชาวเจนละบก มีอิทธิพลในดินแดนที่ราบสูงอีสาน มีการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ความเจริญรุ่งเรือง และมีอำนาจในบริเวณนี้ แต่ภายหลังเจนละบกต้องตกเป็นเมืองขึ้นของเจนละน้ำ ถูกเกณฑ์ไปสร้างปราสาท ในแคว้นเจนละน้ำนาน ๆ เข้าก็กลายเป็นขอมปนเขมร ล่วงมาหลายชั่วอายุคนก็กลายเป็นเขมรไปโดยสมบูรณ์ พวกขอมที่อยู่ในถิ่นเดิมก็ร่อยหรอหมดไป ทำให้บริเวณที่ราบสูงอีสานมีสภาพเป็นเมืองร้าง วัฒนธรรมขอมกับเขมรจึงปนอยู่ด้วยกัน วิถีชีวิตของชาวสุรินทร์ถูกหล่อหลอมด้วยจารีตประเพณี ขนบธรรมเนียมที่มีความคล้ายคลึงกับชาวเขมรในกัมพูชา แต่ยังมีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น ชาวสุรินทร์เรียกตนเองว่า ขแมร์เลอ แปลว่า เขมรสูง  เรียกชาวกัมพูชาว่า ขแมร์กรอม แปลว่า เขมรต่ำ ภาษาเขมรที่คนสุรินทร์พูดไม่เหมือนกับภาษาเขมรในกัมพูชา ส่วนสาเหตุที่วัฒนธรรมของชาวสุรินทร์ โน้มเอียงไปทางเขมรนั้น เนื่องจากชาวพื้นเมือง ซึ่งเป็นชาวกูย เป็นพวกรักสงบ เมื่อมาอยู่ในถิ่นเขมร จึงพยายามสร้างสัมพันธไมตรีอันดีกับเขมร วัฒนธรรมของชาวกูยจึงผันแปรไปทางเขมร วัฒนธรรมเขมรได้ขยายเข้าสู่ดินแดนที่ตั้งเมืองสุรินทร์ ตั้งแต่บริเวณทิวเขาพนมดงรักในพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 ชาวเขมรได้อพยพมาตั้งภูมิลำเนาในเมืองสุรินทร์ มีการแต่งงานระหว่างชาวเขมรกับชาวกูยทำให้มีการผสมผสานทางวัฒนธรรม ส่วนวัฒนธรรมลาวได้ขยายเข้ามาสู่เมืองสุรินทร์ เมื่อพุทธศตวรรษที่ 22 จึงกลายเป็นวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันระหว่างชาวกูย ชาวเขมรและชาวลาว โดยมีวัฒนธรรมเป็นแกนหลัก    ผ้าไหมสุรินทร์ สายใยแห่งอารยธรรมขอม  ผ้าทอของสุรินทร์ มีประวัติความเป็นมายาวนาน และยังคงรักษารูปแบบลวดลายสีสันที่แปลกตา ความประณีต และกลวิธีการทอแบบโบราณไว้ได้จนถึงปัจจุบัน  (จังหวัดสุรินทร์, 2550)
ชาวสุรินทร์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มที่พูดภาษาเขมร ยังคงผลิตผ้าไหมที่มีเทคนิคการผลิตเฉพาะตัว ซึ่งบรรพบุรุษได้สืบทอดหลักการและกรรมวิธีการผลิต  เช่น การเลี้ยงไหม การมัดหมี่ การย้อมสี และการทอ เป็นต้น กลุ่มชนแต่ละตระกูลภาษาในจังหวัดสุรินทร์ มีลักษณะการทอผ้าแตกต่างกันทั้งในด้านกลวิธีการทอ ลวดลาย การให้สี การย้อมสี และวัตถุดิบที่ใช้ ลักษณะการผ้าทอของกลุ่มคนไทยเชื้อสายเขมร มีเอกลักษณ์โดดเด่น แตกต่างจากผ้าทอของชาวอีสานทั่วไป ผ้ามัดหมี่ของคนไทยเชื้อสายเขมรคือ ผ้าปูม เป็นผ้าทอเส้นพุ่งแบบสานตะกอ มีลวดลายเด่นชัด เดิมใช้เป็นผ้าสำหรับชนชั้นสูงในราชสำนัก นิยมทอขนาดยาวประมาณ 4 เมตร กว้าง 1 เมตร มีลวดลายสามแถวที่เชิงผ้าทั้งสองข้าง นอกจากนี้ยังมีผ้ายกดอกที่เรียกว่า ลายลูกแก้ว ทอแบบสามตะกอ หกตะกอ และแปดตะกอ นิยมนำมาทำเป็นผ้าสไบ ผ้าห่ม ผ้าคลุมไหล่ มีลวดลายเป็นรูปสัตว์และรูปนครวัด ต้นแบบของผ้าชนิดนี้มาจากแบบผ้าของเขมร ซึ่งทอเป็นภาพพระพุทธประวัติ และภาพฉากบนสวรรค์ กลุ่มชนชาวเขมรในจังหวัดสุรินทร์นิยมย้อมสีไหมด้วยสีธรรมชาติ โดยใช้กรรมวิธีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงมีลักษณะโดดเด่น สวยงามแปลกตา สีที่ใช้ย้อมไหม เป็นสีธรรมชาติได้จากพืชและสัตว์ เช่น สีแดงได้จากครั่ง สีเหลืองได้จากแก่นขนุนหรือแกแล สีครามได้จากรากและใบของต้นคราม สีดำได้จากผลมะเกลือ สีเขียวได้จากเปลือกประโหด หรือกระหูด ลวดลายของผ้าไหมสุรินทร์  มีลักษณะแตกต่างจากผ้าของชาวอีสานทั่วไป กรรมวิธีในการจับลาย หรือมัดลายมีรสนิยมสูง นิยมใช้ไหมน้อย เพราะเป็นไหมเนื้อละเอียด และพิถีพิถันในการเก็บรายละเอียดของลวดลาย ตลอดจนการสร้างสีสัน ที่ประสานกลมกลืนกับลวดลายผ้า ซึ่งลวดลายผ้าพื้นเมืองของชาวอีสานทั่วไป มีสองลักษณะคือ ลวดลายภายนอกและลวดลายโครงสร้าง แต่ลวดลายผ้าพื้นเมืองของชาวสุรินทร์ เป็นลวดลายโครงสร้าง ซึ่งเกิดจากการมัดย้อม และการทอให้เป็นลวดลายต่าง ๆ หรือความแตกต่างของวัสดุที่ใช้ทอ หรือเกิดจากวิธีการทอ (การขัดเส้นไหม) การจับลายหรือมัดหมี่เป็นลายนั้นได้รับอิทธิพลหรือความบันดาลใจ จากสิ่งแวดล้อมเช่น ลายพระตะบอง ลายพนมเปญ ลายปราสาท ลายกนก ลายเรือหงส์ เป็นต้น นอกจากนั้นยังเป็นความบันดาลใจจากธรรมชาติ ได้แก่ ลวดลายจากพืช ลวดลายจากสัตว์ เช่น ดอกมะเขือ ดอกผักแขยง ลายช้าง ลายม้า ลายไก่ ลายนกยูง เป็นต้น (จังหวัดสุรินทร์, 2550)

ลวดลายผ้าไหมของชาวสุรินทร์
         ลวดลายผ้าไหมของชาวสุรินทร์ มีหลากหลาย ที่สำคัญ ได้แก่
1.  ลายทางและลายตาราง  เป็นลวดลายที่เกิดจากการย้อมสีไหมที่ทอ โดยย้อมไหมยืนและไหมพุ่ง ต่างสีกัน ลายที่นิยมกันมากได้แก่ ลายสระมอ  มีลักษณะเป็นตารางเล็ก ๆ นิยมใช้สีดำเหลือบทอง และสีเขียวขี้ม้า ผ้าที่ย้อมจนได้สีทองแก่ ถือว่าเป็นผ้าลายสระมอที่สวยงามที่สุด มีความคงทนถาวรมาก ผ้าลายอันลูนญ์ซัม  มีลักษณะเป็นลายทาง นิยมย้อมไหม เป็นเส้นพุ่ง และไหมเส้นยืนเป็นสีแดง - ขาว เหลืองทอง - เขียว  ผ้าผืนหนึ่งจะใช้ไหมเพียงสี่สี ทอสลับกันไปจนจบผืน ผ้าลายสคู มีลักษณะเป็นตารางเหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละครึ่งนิ้ว ภายในกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัสยังมีตารางเล็ก ๆ อีก 64 ตาราง  สีที่นิยมใช้เป็นกรอบคือ สีเขียว กับสีขาว หรือสีเหลืองทองกับสีขาว ส่วนตารางเล็ก ๆ ภายในกรอบนั้นนิยมใช้สีหลาย ๆ สี เช่น เขียว แดง น้ำเงิน  และเหลืองทอง เป็นต้น  ผ้าลายซโรง (โสร่ง)  มีลักษณะเป็นตารางใหญ่ขนาดยาวห้านิ้วครึ่ง กว้างสี่นิ้วครึ่ง โดยประมาณนิยมใช้สีแดงสลับกับสีเขียว มีลายริ้วตรงกลางตลอดผืนผ้า มีความพิเศษทีผิวสัมผัสของผ้า มีความมันระยิบระยับ ซึ่งเกิดจากการปั่นไหมหางกระรอก ผ้ากระนิ่ว เป็นผ้าที่ใช้เส้นไหมต่างสีกัน ตั้งแต่สองเส้นขึ้นไปนำมาฟั่นให้เป็นเส้นเดียวกัน เมื่อทอเป็นผ้าแล้วจะได้ผ้าไหมเนื้อหนา สวยงามแปลกตา นิยมใช้เป็นผ้านุ่งโจงกระเบน ผ้านุ่งหางกระรอก
2.  ลายมัดหมี่  หรือ จองซิน เป็นมัดหมี่ที่เหมือนจังหวัดอื่นๆ ทั่วๆ ไปเป็นลวดลายที่เกิดจากการมัดย้อมเส้นพุ่งแล้วนำไปทอเป็นผืนผ้า ชาวสุรินทร์เชื้อสายเขมรเรียกผ้าชนิดนี้ว่า ผ้าปูม มักจะทำลวดลายเป็นรูปคน สัตว์ และรูปสถาปัตยกรรมเขมรเมืองพนมเปญ และพระตะบอง ผ้าปูมชนิดที่ดีที่สุดได้แก่ ผ้าลายก้ามแย่งประจำยาม ผ้าลายนาคเกี้ยวสีแดง ผ้าลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ก้ามแย่งเป็นรูปนาคเกี้ยวและลายบุษบก สีและลวดลายของผ้าปูมนิยมใช้สีม่วงเปลือกมังคุด สีแดง สีเขียว สีคราม และสีเหลือง ซึ่งมีความกลมกลืนกัน เนื่องจากการย้อมทับ เพื่อผสมสีให้ได้สีใหม่ขึ้น ผ้าปูมที่มีสีและลวดลายเด่น ๆ ได้แก่      
·  มัดหมี่ลายธรรมดา  เช่น ลายหมี่ข้อ  หมี่คั่น  หมี่โคม  ซึ่งจะพบมากที่ บ้านจารพัต อำเภอศีขรภูมิ บ้านสดอ บ้านนาโพธิ์ บ้านเขวาสินรินทร์ ตำบลเขวาสินรินทร์ กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์  บ้านสวาย บ้านนาแห้ว ตำบลสวาย อำเภอเมืองสุรินทร์
· มัดหมี่ลายกนก  เช่น ลายพุ่มข้าวบิณฑ์  ลายสับปะรด  ลายพระตะบอง  ลายก้านแย่ง ลาย พนมเปญ  ลายดอกมะเขือ  ส่วนมากจะพบที่ บ้านสวาย ตำบลสวาย อำเภอเมืองสุรินทร์  บ้านอู่โลก ตำบลอู่โลก อำเภอลำดวน
· มัดหมี่ลายรูปสัตว์ ต้นไม้ และลายผสมอื่นๆ  เช่น รูปนก ไก่ ผีเสื้อ ช้าง ม้า นกยูง  ปลาหมึก พญานาค นำมาผสมกับลายต้นไม้ดอกไม้ต่างๆ  หรือทอลายสัตว์เดี่ยวๆ  ตลอดผืน พบมากเกือบทุกหมู่บ้าน
· ผ้ายกดอกลายดอกพิกุล หรือ ปกาปกุน  ผ้ายกดอกลายนี้จะย้อมเส้นด้ายยืนสีเดียวและอาจใช้สีอื่นคั่นระหว่างดอกก็ได้ การเก็บตะกอ 4 ตะกอ โดยการทอลายขัดเป็นพื้น 2 ตะกอ  ส่วนอีก 2 ตะกอเป็นลวดลายการทอลายนี้จะทอทีละตะกอ จะพบที่บ้านเขวาสินรินทร์เป็นส่วนใหญ่
· ผ้าไหมยกดอก   ผ้ายกดอก เป็นผ้าไหมที่มีการทอที่เพิ่มลวดลายเข้าไปในเนื้อผ้า  เพื่อทำให้ผ้าทั้งสองด้านมีลวดลายต่างกัน  ด้านหนึ่งจะมีลวดลายคมชัดและเรียบ  ส่วนอีกด้านหนึ่งจะมีลวดลายหยาบ  มีเส้นด้ายข้ามซึ่งถูกเกาะเกี่ยวได้ง่าย  การทอผ้าประเภทนี้จะต้องใช้เส้นไหมมากกว่าธรรมดา  ทำให้ดูหนาและหนัก  การทอผ้ายกดอกของจังหวัดสุรินทร์  แบ่งเป็น 4 ลายดังนี้
· ผ้ายกดอกลายลูกแก้ว (ชะโน้ดเลิค, ฉนูดเลิก) การทอผ้าลายนี้จะใช้ 4 ตะกอ เป็นตัว กำหนดลาย โดยไม่มีการแยกตะกอสำหรับทอลายขัดเพื่อเป็นพื้นของผ้า ซึ่งการทอแบบนี้เรียกว่า ลายสองยกดอก คือ การทอผ้าลายสองแบบแนวทแยง มีจุดกลับโดยยกตะกอย้อนกลับ การออกแบบลายลูกแก้วจะออกแบบเส้นด้ายยืนย้อมสีเดียว แล้วเก็บตะกอ 4 ตะกอ ตามลวดลายที่กำหนดไว้ เส้นด้ายพุ่งจะย้อมสีเดียวกับเส้นด้ายยืน   ผ้าชนิดนี้มีการทอมากที่บ้านสวาย อำเภอเมืองสุรินทร์
· ผ้าลายยกดอกลายละเบิก  ผ้าลายนี้นิยมย้อมเส้นด้ายยืนเป็นสีม่วง สีส้ม สีเขียว สีเหลือง  และสีขาว  การทอจะทอยกตะกอครั้งละ 2 ตะกอ คือ ตะกอที่ 1 - 2 และตะกอที่ 3 - 4  เพื่อทอเป็นพื้น  ส่วนลวดลายเกิดจากการแยกตะกอ 2 - 3 ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเส้นด้ายยืนสีเหลืองและสีขาว  การทอผ้าลายนี้จะพบเห็นทั่วไปในทุกหมู่บ้าน
· ผ้ายกดอกลายดอกจัน  เป็นผ้าทอที่มีลวดลายละเอียด ประณีต การทอผ้ายกดอกลายนี้   จะออกแบบเส้นด้ายยืนสีเดียว  ส่วนเส้นด้านพุ่งจะย้อม 2 สี  จะเป็นสีอ่อน แก่ ตามต้องการ  การทอผ้าลายนี้จะเก็บตะกอของลวดลาย 7 ตะกอส่วนตะกอที่ 8 และ 9  เป็นการเก็บลายขัดธรรมดา เพื่อทอเป็นพื้นของผ้า    จะพบมากที่บ้านเขวาสินรินทร์
· ผ้าจกลายปะเต๊าะ เป็นผ้าทอดอกห่าง ๆ  ประปรายทั่วไปบนผืนผ้า  ผ้าลายปะเต๊าะ (หรือนานๆ ดอก) จะใช้เส้นพุ่งหรือเส้นยืน สีเดียวกัน มีการจกดอกห่าง ๆ  ระยะระหว่างดอกเท่ากัน กระจายทั่วผืนผ้า  จะพบมากที่บ้านเขวา สินรินทร์
· ผ้าไหมพื้นเรียบ  เป็นผ้าไหมที่ไม่มีการมัดย้อม หรือทำลวดลาย  การทอจะใช้สีเดียวหรือ 2 สี ก็ได้ เส้นด้ายพุ่ง 1 สี เส้นด้ายยืน 1 สี เพื่อให้เกิดความวาว  การใช้เส้นพุ่งอาจจะใช้ 1 เส้น 2 หรือ 3 เส้น ก็ได้ เพื่อให้เกิดความหนา ตามความนิยม
3.  ลายผสม  เป็นลายที่เกิดจากการทอเส้นพุ่ง ย้อมสีและมัดย้อม สลับกันจนเต็มผืนเรียกว่า หมี่คั่น
4.  ลายหมี่โฮล  มัดหมี่โฮล หรือ จองโฮล (จองเป็นภาษาเขมร หมายถึง ผูกหรือมัด) หรือ ซัมป็วตโฮล เป็นหนึ่งในผ้าไหมมัดหมี่ของเมืองสุรินทร์ เป็นผ้าที่เน้นสีสันและลวดลายให้ดูเด่นสะดุดตา มีลักษณะคล้ายคล้ายใบไผ่ เป็นลายริ้ว ขนาดกว้างประมาณครึ่งนิ้ว สลับกับลายมัดหมี่ที่คล้ายใบไผ่ มัดหมี่แม่ลายโฮล ถือเป็นแม่ลายหลักของผ้ามัดหมี่สุรินทร์ที่มีกรรมวิธีการมัดย้อมด้วยวิธีเฉพาะ ไม่เหมือนที่ใดๆ  ความโดดเด่นของการมัดย้อมแบบจองโฮล คือในการมัดย้อมแบบเดียวนี้ สามารถทอได้ 2 ลาย คือ โฮลผู้หญิง (โฮลแสร็ย) หรือผ้าโฮลธรรมดา และสามารถทอเป็นผ้าโฮลผู้ชาย (โฮลเปราะฮ์) ไว้นุ่งในงานพิธีต่าง ๆ ผ้าโฮล  ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทผ้าไหม ในงาน มหกรรมผ้าไทย เทิดไท้องค์ราชินีเนื่องในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2545    ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ กรุงเทพฯ  ซึ่งจัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
5.  ลายอัมปรม หรือ จองกรา  เป็นการมัดหมี่ทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน ซึ่งมีปรากฏที่จังหวัดสุรินทร์แห่งเดียวในประเทศไทย การมัดหมี่อัมปรมนี้จะทอให้ส่วนที่มัดเป็น กราปะคือ จุดปะขาวของเส้นยืน มาชนกับจุดปะขาวของเส้นพุ่ง ให้เป็นเครื่องหมายบวกบนสีพื้น เช่น การทอบนพื้นสีแดงซึ่งย้อมด้วยครั่ง ก็เรียกว่า อัมปรมครั่ง การทอบนพื้นสีม่วง ก็เรียกว่า อัมปรมปะกากะออม มีลักษณะเป็นลายตารางเล็ก ๆ ตรงกลางมีจุดประสีขาวลอยเด่น บนพื้นสีน้ำตาลแดง ซึ่งเกิดจากการมัดเส้นยืนและเส้นพุ่งเป็นกำ (มัดสองทาง) เว้นระยะห่างกันประมาณครึ่งเซนติเมตร แล้วย้อมด้วยสีน้ำตาลอมแดง ชาวสุรินทร์เรียกไหมที่ย้อมนี้ว่า สีกราก หรือสักรา การผลิตผ้าลายอัมปรมนี้เป็นกรรมวิธียุ่งยากที่สุด เนื่องจากต้องมัดหมี่เส้นยืนซึ่งยุ่งยากมาก  แล้วยังต้องใช้ทักษะความชำนาญในการดึงเส้นพุ่ง และส้นยืนให้สัมผัสกันตรงระยะ และช่องไฟอีกด้วย เพื่อให้เส้นไหมตัดกันเป็นรูปเครื่องหมายกากบาท ได้สัดส่วนสวยงาม จังหวัดสุรินทร์ได้ตัดเสื้อผ้าไหมมัดหมี่อัมปรมให้คณะรัฐมนตรีในการเดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่    จังหวัดสุรินทร์  เมื่อวันที่ 10 - 11  พฤศจิกายน  2544
             6.  ลายโคม  มีลักษณะคล้ายเปลวเทียน ที่เป็นเปลวรอบนอกรอบใน มีจำนวนเลขเพื่อบอกจำนวนที่คั่นลายมัดย้อม ลายโคมนี้จัดเป็นลายพื้นฐานที่สามารถนำไปดัดแปลงให้มีขนาดเล็กลง หรือใหญ่ขึ้นได้มีชื่อเรียกตามขนาด เช่น โคมห้า โคมเจ็ด โคมเก้า เป็นต้น
7.  ลายขอ  มีลักษณะคล้ายตะขอ ออกแบบลายตามอย่างตะขอที่ใช้ยึดเกาะสิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน มีการออกแบบเป็นลายขอเดี่ยว ๆ เรียงกันไปเต็มผืนผ้า หรือเรียงต่อ ๆ กันเรียกว่า ขอเครือ
8.  ลายลูกแก้ว  มีลักษณะคล้ายลูกแก้วอยู่กลางลายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนขนาดเล็ก เป็นผ้าไหมที่ทอ ยกดอกในตัว แต่เดิมนิยมใช้สีขาวและสีดำ โดยทอเสร็จแล้วจึงนำไปย้อม ต่อมามีการมัดย้อมแล้วนำไปทอ การยกดอกนี้มีหลายลายด้วยกัน เช่น ลายดอกแก้ว หรือลูกแก้ว ลายดอกจันทน์ ลายดอกพิกุล เป็นต้น

จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดที่มีวัฒนธรรมการทอผ้าไหมมานานและได้สืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมานานจนเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่น่าสนใจยิ่ง  หากศึกษาอย่างลึกซึ้งแล้ว  จะค้นพบเหตุผลหลายประการที่สนับสนุนว่า  จังหวัดสุรินทร์มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองในเรื่องผ้าไหม  ตลอดจนประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ   ซึ่งส่งผลต่อการผลิตและการทอ  ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของผ้าไหม  การผลิตเส้นไหมน้อย  และกรรมวิธีการทอ  จังหวัดสุรินทร์นิยมนำเส้นไหมขั้นหนึ่งหรือไหมน้อย (ภาษาเขมร เรียก โซกซัก”)  มาใช้ในการทอผ้า  ไหมน้อยจะมีลักษณะเป็นผ้าไหมเส้นเล็ก  เรียบ  นิ่ม  เวลาสวมใส่จะรู้สึกเย็นสบาย  นอกจากนี้การทอผ้าไหมของจังหวัดสุรินทร์  ยังมีกรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อน  และเป็นกรรมวิธีที่ยาก  ซึ่งต้องใช้ความสามารถและความชำนาญจริงๆ  เช่น การทอผ้ามัดหมี่พร้อมยกดอกไปในตัว  ซึ่งทำให้ผ้าไหมที่ได้เป็นผ้าเนื้อแน่นมีคุณค่า  มีการทอที่เดียวใบประเทศไทย  จนเป็นที่สนพระทัยและเป็นที่ชื่นชอบของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระองค์ทรงรับสั่งว่า  ใส่แล้วเย็นสบาย  อีกทั้งยังใช้ฝีมือในการทออีกด้วย 
ภาพที่ 8 ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของชาวสุรินทร์

เอกลักษณ์ผ้าไหมสุรินทร์เอกลักษณ์ผ้าไหมโลก
ผ้าไหมสุรินทร์เป็นผ้าที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นระดับโลก จนได้รับเกียรติให้ใช้ผ้ายกทองซึ่งเป็นผ้าชั้นสูงที่ใช้ในราชสำนัก ทักทอโดยชาวสุรินทร์ อาจารย์ ดร.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย   เป็น ผู้ออกแบบลวดลายและให้ช่างทอผ้าพื้นบ้านที่มีฝีมือประณีตเป็นผู้ทอและนำไป ตัดเย็บให้ผู้นำระดับโลกได้สวมใส่ ไหมสุรินทร์จึงมีชื่อเสียงระดับโลกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ดังนั้นไหมสุรินทร์จึงไม่ใช่เป็นเพียงงานหัตถกรรมเท่านั้นแต่เป็นงานศิลปะ ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษและมีลักษณะเด่นที่เป็น เอกลักษณ์ สำคัญ คือ
              1.   มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์  ลวดลายต่างๆได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากกัมพูชา และลวดลายที่บรรจงประดิษฐ์ขึ้นล้วนมีที่มาและมีความหมายอันเป็นมงคล  
2.   ใช้ไหมน้อยในการทอ  ไหมน้อย คือไหมที่สาวมาจากเส้นใยภายในรังไหม  มีลักษณะนุ่ม  เรียบ  เงางาม
3.   ใช้สีธรรมชาติในการทอ  สีธรรมชาติเป็นสีไม่ฉูดฉาด มีสีสันที่มีลักษณะเฉพาะ  คือ สีจะออกโทนสีขรึม  เช่น  น้ำตาล  แดง  เขียว  ดำ  เหลือง   อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมจากเปลือกไม้  
4.  ทอแน่นละเอียดอ่อนและประณีต ในการทอผู้ทอรู้จักผสมผสานลวดลายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ใช้ความประณีตละเอียดอ่อนในการทอ แสดงถึงศิลปะที่สวยงามกว่าปกติ
แหล่งผลิตผ้าไหมในจังหวัดสุรินทร์
แหล่งผลิตผ้าไหมที่สำคัญของจังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ หมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านท่าสว่าง ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง    บ้านจันรม ตำบลตาอ๊อง อำเภอเมือง บ้านสวาย ตำบลสวาย อำเภอเมือง  บ้านแกใหญ่ ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมือง บ้านเขวาสินรินทร์ ตำบลเขวาสินรินทร์   อำเภอเขวาสินรินทร์ บ้านจารพัต ตำบลจารพัต อำเภอศีขรภูมิ   นอกจากนี้ ยังมีแหล่งผลิตผ้าไหมที่มีลักษณะโดดเด่นแบบชาวอีสานทั่วไป เช่น บ้านดู่นาหนองไผ่  ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี บ้านแตล ตำบลแตล อำเภอศีขรภูมิ บ้านอาลึ ตำบลสำโรงทาบ อำเภอสำโรงทาบ ฯลฯ เป็นต้น
บทสรุป
                ผ้าไหมเป็นร่องรอยของอารยธรรม แสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่และประเพณีของชุมชนท้องถิ่นที่มีลักษณะการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ละท้องถิ่นจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป จังหวัดสุรินทร์เป็นที่อาศัยของชนเผ่าต่างแต่โบราณกาล หลากหลายเผ่าพันธุ์ แต่ละชุมชนมีผ้าไหมเป็นเอกลักษณ์ของตน ซึ่งบุตรหลานได้สืบสาน ถ่ายทอดสืบต่อกันมา เป็นมรดกตกทอดจวบจนปัจจุบัน และยังได้ยกระดับการทอผ้าจากงานหัตกรรมเป็นงานวิจิตรศิลป์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางภูมิปัญญามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ผ้าไหมสุรินทร์จึงมิใช่เป็นเพียงมรดกของชาวไทยเท่านั้น แต่ผ้าไหมสุรินทร์เป็นภูมิปัญญาไทยก้าวไกลสู่มรดกโลกไปแล้วโดยปริยาย
บรรณานุกรม
เครือจิต  ศรีบุญนาคล,  อารีย์  ทองแก้ว  และสุปิยา  ลิมป์กฤตนุวัตร์, 2539.  จังหวัดสุรินทร์.  [ออนไลน์].  
 (17 กันยายน 2550).  http://www.tv5.co.th/service/mod/ heritage/nation/oldcity/surin1.htm  
จังหวัดสุรินทร์. (2550). [ออนไลน์].  (ค้นเมื่อ17   กันยายน 2550).   http://www.tv5.co.th  /service/mod/heritage 
        /nation/ oldcity/ surin1.htm
 สุภาพรรณ  พาบุ, ธงชัย  พาบุ และรุ่งทิพย์  เกษตรสิงห์.  (2556) การดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของสมาชิก
          กลุ่มทอผ้าไหมในจังหวัดสุรินทร์.  มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.  30(1) : 1-12
บงกช หงษ์คำมี.  (2537).  การศึกษาองค์ประกอบในการดำรงอยู่ของกลุ่มธุรกิจขนาดย่อมในชุมชน : ศึกษากรณีกลุ่มทอ
          ผ้าสีธรรมชาติหมู่บ้านหนองขาม ตำบลนาชุมแสง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น.  วิทยานิพนธ์(ศศ.ม.)--สาขาวิชา
          สังคมวิทยาการพัฒนา  บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สุมาลย์ โทมัส.  (2525).  ผ้าพื้นเมือง.  กรุงเทพฯ :  สถาบันไทยคดีศึกษา  หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สุพรทิพย์ สันติวรวัฒน์.  (2544).  การผลิตและการตลาดผ้าไหมมัดหมี่ยกดอกในจังหวัดสุรินทร์.วิทยานิพนธ์ปริญญา
          คหกรรมศาสตร มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตร.